คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15667/2558
คดีความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดยอมความหรือไม่
ความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่ทุกกรณีจะยอมความได้ตามกฎหมาย หากการกระทำนั้นส่งผลให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส เช่น บาดเจ็บจนทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้ ศาลอาจตีความว่าเป็นความผิดอาญาร้ายแรงที่ไม่สามารถยอมความได้ แม้ผู้เสียหายจะไม่ติดใจดำเนินคดีก็ตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15667/2558 จึงเป็นแนวทางสำคัญในการวินิจฉัยความผิดในคดีความรุนแรงภายในครอบครัวอย่างรอบด้าน โดยไม่ยึดตามเอกสารแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงในคำฟ้องอย่างแท้จริง
บทความน่าสนใจ
คดีนี้จำเลยทำร้ายร่างกายภรรยา โดยมีรายงานแพทย์ระบุว่าบาดแผลใช้เวลารักษา 2 สัปดาห์ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน อย่างไรก็ตาม โจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ป่วยเจ็บและไม่สามารถประกอบกิจวัตรตามปกติเกิน 20 วัน ศาลจึงยึดข้อเท็จจริงในคำฟ้องเป็นหลัก และวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) ซึ่งเป็นความผิดอาญาไม่อาจยอมความได้
แม้ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องไม่ติดใจเอาความในความผิดฐานความรุนแรงในครอบครัว ศาลก็แยกความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ออกจากความผิดตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) โดยระบุว่าเป็นคนละความผิดกัน เมื่อพิเคราะห์บาดแผลไม่ร้ายแรง ประกอบกับผู้เสียหายและจำเลยจดทะเบียนสมรสกันภายหลัง ศาลจึงพิพากษาแก้ลดโทษเหลือจำคุก 4 เดือน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2154/2561
แม้ไม่ใช่การทำร้ายร่างกาย แต่คุกคามและรบกวน ก็ถือเป็นความรุนแรงในครอบครัวตามกฎหมาย
ความรุนแรงในครอบครัวมิได้เกิดขึ้นเฉพาะในรูปแบบของการทำร้ายร่างกาย แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมคุกคาม ก่อความวุ่นวาย และรบกวนความสงบสุขอย่างผิดคลองธรรม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2154/2561 ชี้ให้เห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้ใช้กำลังทำร้ายร่างกายอดีตภรรยาโดยตรง แต่การก่อความเดือดร้อนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อบีบบังคับให้นำผู้เยาว์ออกมาพบตน ย่อมถือเป็นการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวตามกฎหมาย
บทความน่าสนใจ
ในคดีนี้ จำเลยมีพฤติกรรมคุกคามโจทก์ซึ่งเป็นอดีตภรรยา โดยนำกระดาษข้อความไปติดหน้าบ้านจนผนังเสียหาย ตะโกนโวยวาย ผูกของและโยนลูกโป่งเข้าไปในบ้าน รวมถึงกดกริ่งอย่างต่อเนื่องจนพัง ทั้งหมดเพื่อบีบบังคับให้ผู้เยาว์ออกมาพบหรือพูดคุยกับตน
แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นการใช้สิทธิในฐานะบิดา แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่การใช้สิทธิอย่างสุจริต หากเป็นการบีบบังคับผิดคลองธรรม ผิดศีลธรรมจรรยา และละเมิดความสงบสุขของครอบครัว ถือเป็นการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง
คดีนี้เน้นย้ำว่า ความรุนแรงในครอบครัวอาจไม่ได้อยู่ในรูปของบาดแผลทางกายเสมอไป หากแต่อาจเกิดจากการละเมิดจิตใจและความสงบภายในบ้านที่สมควรได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกัน
คำสั่งคำร้องที่ 1169/2535
เสียสิทธิคุ้มครองชั่วคราว เพราะละเลยขอหมายบังคับคดี
การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องสิทธิประโยชน์ระหว่างคดี โดยเฉพาะในคดีครอบครัวที่มีข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินร่วม หรือกิจการร่วมกัน อย่างไรก็ดี สิทธิในการคุ้มครองชั่วคราวอาจสิ้นผล หากคู่ความไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด คำสั่งคำร้องที่ 1169/2535 เป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนของการที่ฝ่ายชนะคดีไม่ขอหมายบังคับคดีภายใน 15 วัน ส่งผลให้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวสิ้นผลตามกฎหมาย
บทความน่าสนใจ
ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องให้หย่า ขออำนาจปกครองบุตร และแบ่งสินสมรส พร้อมขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยห้ามจำเลยจำหน่ายโอนทรัพย์สินและให้นำเงินจากกิจการมาวางศาลชั่วคราว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยวางเงินเดือนละ 5,000 บาทและห้ามโอนที่ดินบางแปลง แต่เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะ โจทก์กลับไม่ขอหมายบังคับคดีภายใน 15 วันตามมาตรา 260 (2) ป.วิ.พ.
แม้โจทก์ยื่นฎีกาคำสั่งและขอให้คำสั่งคุ้มครองยังมีผล แต่ศาลเห็นว่าคำสั่งชั่วคราวสิ้นผลไปแล้วโดยอัตโนมัติตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจอ้างสิทธิจากคำสั่งดังกล่าวได้อีก
กรณีนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง หากแม้ชนะคดี แต่ไม่ดำเนินการให้ครบถ้วน สิทธิที่เคยได้อาจหลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย

