คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2231/2537
บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองโดยพฤติการณ์
คำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในประเด็น “การรับรองบุตรนอกกฎหมายโดยพฤติการณ์” และผลทางมรดกภายใต้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 และ 1713 ซึ่งวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่าบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้แสดงการรับรองโดยพฤติการณ์อันเปิดเผยต่อสาธารณะ ย่อมมีสถานะเป็น “ผู้สืบสันดาน” เช่นเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมาย และมีสิทธิในมรดกของบิดาโดยไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนรับรองหรือรอคำสั่งศาลก่อน
บทความน่าสนใจ
ข้อเท็จจริงในคดีนี้คือ ผู้ร้องซึ่งเป็นพี่สาวของผู้ตายได้ยื่นคำร้องขอตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดก โดยอ้างสิทธิในฐานะทายาทลำดับที่ 3 ขณะที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่าเป็นบุตรของผู้ตาย ซึ่งจะอยู่ในลำดับทายาทที่ 1 ตามกฎหมาย เมื่อพิจารณาพยานหลักฐาน ศาลฎีกาพบว่าผู้ตายได้แสดงพฤติการณ์ชัดเจนหลายประการ เช่น แนะนำผู้คัดค้านที่ 1 ต่อบุคคลอื่นว่าเป็นบุตรของตน อุปการะเลี้ยงดูและส่งเสียค่าเล่าเรียน รวมถึงระบุชื่อผู้คัดค้านที่ 1 ในใบสมัครสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์ให้เป็น “ผู้รับประโยชน์ในฐานะบุตร”
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเพียงพอให้ถือว่าผู้ตาย “ได้รับรองผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบุตรโดยพฤติการณ์” ซึ่งเท่ากับการรับรองโดยชัดแจ้งตามกฎหมาย ผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นผู้สืบสันดานของผู้ตาย มีสิทธิในมรดกในฐานะทายาทลำดับที่ 1 ส่วนผู้ร้องซึ่งเป็นพี่สาวของผู้ตายเป็นเพียงทายาทลำดับที่ 3 ย่อมไม่มีสิทธิในมรดกอีกต่อไป การที่ผู้ร้องอ้างสัญญาประนีประนอมยอมความภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตายก็ไม่ก่อสิทธิทางกฎหมายในการเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก
คำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญในทางหลักการว่า “การรับรองบุตรไม่จำเป็นต้องกระทำโดยทางจดทะเบียนเท่านั้น หากบิดาได้แสดงออกต่อสาธารณะอย่างเปิดเผยและต่อเนื่อง ก็ถือเป็นการรับรองโดยพฤติการณ์” และบุตรดังกล่าวย่อมได้รับสิทธิในมรดกเท่าเทียมกับบุตรชอบด้วยกฎหมาย เป็นแนววินิจฉัยที่มีผลทั้งในทางมรดกและการคุ้มครองสิทธิของบุตรนอกสมรสตามเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวไทย

