คดีอาญา-ขโมย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 413/2552

ความผิดฐานลักทรัพย์อาจเป็นความผิดสำเร็จนับแต่ได้พาทรัพย์เคลื่อนที่ไป

การลักทรัพย์ “สำเร็จ” ไม่จำเป็นต้องนำทรัพย์ออกพ้นตัวอาคาร แต่เพียงเคลื่อนย้ายทรัพย์ออกจากจุดเก็บ และผ่านจุดชำระเงินไปแล้ว โดยมีเจตนาทุจริต ก็เข้าหลักความผิดสำเร็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 ประกอบมาตรา 80

บทความน่าสนใจ

จำเลยเป็นพนักงานห้างโลตัส เข็นรถขนกล่องไม้ 3 ใบผ่านจุดชำระเงินไปทางประตูออก ภายในกล่องหนึ่งซุกซ่อนเตาอบไฟฟ้าของผู้เสียหาย เมื่อพนักงานรักษาความปลอดภัยจะตรวจค้น จำเลยรีบคว้าไม้กระดานปิดกล่อง ทำให้พฤติการณ์มีพิรุธอย่างชัดเจน

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงว่าทรัพย์ถูก เคลื่อนย้ายออกจากจุดที่ห้างเก็บสินค้า รถสินค้าและกล่องอยู่ในความครอบครองของจำเลยตลอดช่วงเวลา จำเลยเข็นผ่านจุดที่ลูกค้าต้องชำระค่าสินค้าไปแล้ว ลักษณะกล่องไม้ไม่ใช่สินค้าให้ลูกค้าซื้อ แสดงเจตนา “ตบตา” การตรวจค้น

แม้ทรัพย์ยังไม่ออกพ้นตัวห้าง แต่ศาลเห็นว่าได้มีการ “พาทรัพย์เคลื่อนที่” แล้ว ประกอบกับพฤติการณ์ซุกซ่อนและปิดบัง แสดงเจตนาทุจริตครบถ้วน จึงวินิจฉัยว่าเป็น ความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จ มิใช่เพียงพยายาม

อีกประเด็นสำคัญ ศาลฎีกาถือว่าปัญหาว่าเป็นความผิดสำเร็จหรือพยายาม เป็น ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย โจทก์ยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ แม้ไม่อุทธรณ์ไว้ก่อน แต่เมื่อไม่มีอุทธรณ์เรื่องโทษ ศาลฎีกาจึงไม่เพิ่มโทษจำคุกได้ แก้เพียงให้ลงโทษตามมาตรา 335 (11) วรรคแรก และรอการลงโทษพร้อมคุมประพฤติ

คดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญสำหรับคดีลักทรัพย์ในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีก ที่เน้น “การพาทรัพย์เคลื่อนที่ออกจากการควบคุมปกติของเจ้าของ” มากกว่าการออกนอกสถานที่เกิดเหตุ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1745/2514

ขอบเขตความยึดถือของเจ้าของทรัพย์กับองค์ประกอบลักทรัพย์

คำพิพากษาฎีกาที่ 1745/2514 เป็นคดีสำคัญที่วางหลักเรื่อง “ทรัพย์ตกหาย” กับ “ทรัพย์ยังอยู่ในความยึดถือของเจ้าของ” ซึ่งมีผลต่อการวินิจฉัยว่าจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อผู้เก็บทรัพย์เป็นเด็กเล็กและมีผู้ใหญ่รับทรัพย์ต่อในระยะกระชั้นชิด ศาลฎีกาได้ชี้เกณฑ์สำคัญที่ใช้ตัดสินเจตนาทุจริตของผู้รับทรัพย์รายสุดท้ายอย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ

คดีนี้เกิดขึ้นในงานอุปสมบท เมื่อผู้เสียหายร่วมขบวนกลองยาวและพบว่าสร้อยทองคำที่สวมอยู่หลุดหายบนศาลา เด็กชายอายุไม่ถึง 7 ปีเก็บสร้อยได้และนำไปให้พี่สาวอายุ 13 ปี ซึ่งส่งต่อให้มารดา (จำเลยที่ 1) ในเวลาใกล้ชิดกัน ขณะนั้นมารดาอยู่ข้างศาลาและรีบพกสร้อยออกจากวัด เมื่อผู้เสียหายติดตามมาขอคืน จำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่าไม่รู้เห็น

ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่า แม้เด็กชายจะ “เก็บได้” แต่เป็นเพียงการหยิบขึ้นมาอวดเพื่อน มิได้มีเจตนาทุจริต และการส่งต่อไปยังจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 เกิดขึ้นต่อเนื่องในเวลาอันสั้น จึงต้องถือว่าสร้อยยัง อยู่ในความยึดถือเดิมของผู้เสียหาย ไม่ใช่ “ทรัพย์ตกหาย” ที่ใครเก็บก็ได้

เมื่อจำเลยที่ 1 รับสร้อยจากบุตรและรีบพกออกจากวัดทันที ทั้งที่น่าจะทราบว่าทรัพย์เป็นของผู้ร่วมขบวนกลองยาว และเจ้าทรัพย์ย่อมติดตามเอาคืนได้ พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นการเอาทรัพย์ไปโดย เจตนาทุจริต เข้าลักษณะความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334

ส่วนจำเลยที่ 2 อายุเพียง 13 ปี ขณะได้รับสร้อยก็รีบนำไปให้มารดา ถือเป็นพฤติกรรมปกติของเด็ก ไม่แสดงเจตนาลักทรัพย์ ศาลจึงยกฟ้อง

คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า การที่ผู้อื่นเก็บทรัพย์ได้ ไม่ทำให้สิทธิยึดถือของเจ้าของสิ้นสุด หากเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องและเจ้าของอยู่ในสถานการณ์ที่จะรับรู้หรือกลับมาทวงคืนได้ทันที ผู้รับทรัพย์โดยรู้ว่าไม่ใช่ของตนย่อมมีความผิดฐานลักทรัพย์ทันที.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *