คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10067/2558
เพราะอะไรตำรวจค้นโดยไม่มีหมายค้น แต่ไม่ผิดกฎหมาย
- หลายคนเข้าใจว่าการค้นบ้านต้องมีหมายค้นเสมอ คำพิพากษาฎีกาคดีนี้ชี้ชัดว่า หากเจ้าพนักงานปราบปรามยาเสพติดมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยอาจหลบหนีหรือทำลายหลักฐาน ก็สามารถเข้าตรวจค้นได้แม้ไม่มีหมายค้น และไม่ต้องมีพยานค้นตามปกติ ทั้งนี้เป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับยาเสพติด ศาลฎีกายืนตามศาลล่างว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้จะปฏิเสธบางข้อหา แต่พยานหลักฐานมีน้ำหนักและการตรวจค้นก็ชอบด้วยกฎหมาย
บทความน่าสนใจ
จำเลยถูกจับกุมพร้อมของกลางเมทแอมเฟตามีน 25.6 กรัม และอาวุธปืนพร้อมกระสุนภายในบ้านพัก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติดเข้าตรวจค้นบ้านโดยไม่มีหมายค้น จำเลยอุทธรณ์และฎีกาโดยอ้างว่าเป็นการละเมิดกระบวนการยุติธรรม
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จะไม่มีหมายค้น แต่เจ้าหน้าที่ได้แสดงตนว่าเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า หากรอหมายค้น จำเลยอาจหลบหนีหรือทำลายหลักฐาน จึงเข้าข่ายข้อยกเว้นตามมาตรา 14 และ 14 ตรี แห่ง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะที่ยกเว้นไม่ต้องใช้วิธีพิจารณาความอาญาในบางกรณี
แม้จำเลยรับเพียงข้อหาครอบครองอาวุธ แต่ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะการพบยาเสพติดในห้องนอนของจำเลย รวมถึงพฤติการณ์อื่นที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกจำเลย 33 ปี 12 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3018/2565
ให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อตำรวจในการจับยาเสพติด ศาลจะลดโทษให้แค่ไหน
- ในการพิจารณาคดียาเสพติด แม้ผู้ต้องหาจะถูกจับพร้อมของกลาง แต่หากให้ข้อมูลสำคัญที่ช่วยเจ้าหน้าที่ขยายผลจับกุมหรือยึดของกลางเพิ่มเติมได้ อาจได้รับการลดโทษตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกานี้แสดงให้เห็นว่า “ข้อมูลสำคัญ” หมายถึงข้อมูลที่หากไม่เปิดเผย เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถดำเนินการต่อได้ และยังสะท้อนการใช้กฎหมายเก่ากับคดีที่กฎหมายใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย
สรุปย่อสั้น
จำเลยในคดีนี้ถูกจับกุมจากการล่อซื้อยาไอซ์ 400 เม็ด และต่อมาให้ข้อมูลนำเจ้าหน้าที่ไปยึดยาเพิ่มเติมอีก 1,600 เม็ดจากที่ซ่อนหลังบ้านและไร่อ้อย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากจำเลยไม่ให้ข้อมูลดังกล่าว เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถตรวจพบของกลางเพิ่มเติมได้ จึงถือเป็น “ข้อมูลสำคัญ” ตามมาตรา 100/2 แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งยังคงใช้บังคับอยู่ในขณะกระทำผิด แม้ระหว่างพิจารณาจะมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 แล้วก็ตาม
เนื่องจากกฎหมายใหม่กำหนดเงื่อนไขที่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลจึงใช้กฎหมายเดิมตามมาตรา 2 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
ศาลยังพิจารณาอัตราโทษตามกฎหมายใหม่ซึ่งรวมความผิดครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นกรรมเดียว ลงโทษจำคุก 5 ปี และปรับ 500,000 บาท ถือเป็นแนวทางสำคัญของศาลในการลดโทษกรณีจำเลยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการจับกุมยาเสพติด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3742/2560
คำสำคัญ
- การขอให้ลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้
- ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 245
วรรคสอง - พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด
พ.ศ.2550
มาตรา 16 - พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ
พ.ศ.2522
มาตรา 100/2
สรุปย่อสั้น
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยจำคุกตลอดชีวิต จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 16 เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวย่อมถึงที่สุดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แม้ฎีกาของจำเลยจะขอให้ลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกา ก็หาก่อให้เกิดสิทธิในการยื่นฎีกาไม่ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลย
ที่มา : http://deka.supremecourt.or.th/search
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2568/2554
คำสำคัญ
- การริบทรัพย์สิน
- คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
- พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, มาตรา 31
- พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง, ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง
สรุปย่อสั้น
คดีคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31 เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง เมื่อผู้คัดค้านฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับคดีไว้พิจารณาพร้อมกับฎีกาภายในกำหนด ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุด ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาผู้คัดค้านมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ที่มา : http://deka.supremecourt.or.th/search
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5487/2548
คำสำคัญ
- การสมคบกันเป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิด
- การกระทำที่ใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จที่จะเกิดขึ้น
- การกระทำที่เลยขั้นตระเตรียมการแล้ว
- ความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
- ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90
สรุปย่อสั้น
จำเลยทั้งสองสมคบกันเป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยร่วมกันมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ทั้งเฮโรอีนของกลางมีน้ำหนักสารบริสุทธิ์ถึง 6,000 กรัม ซึ่งเกินกว่า 20 กรัม จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายโดยเด็ดขาดที่ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอีกด้วย ส่วนความผิดฐานสมคบเป็นตัวการร่วมกับพวกจำหน่ายเฮโรอีนนั้น จำเลยทั้งสองกับพวกส่งเฮโรอีนจำนวนดังกล่าวไปให้แก่ อ. โดยมีเจตนาเพื่อที่จะให้ อ. ส่งมอบเฮโรอีนแก่ลูกค้าผู้ซื้อต่อไป ดังนั้น ระหว่างจำเลยทั้งสองกับ อ. ต้องถือว่าเป็นการส่งมอบเฮโรอีนของกลางระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกันเองซึ่งไม่ถือว่าเป็นการจำหน่าย จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีน แต่การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งเฮโรอีนของกลางไปยังบริษัทบริษัทหนึ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อส่งมอบให้แก่ อ. เพื่อจะจัดส่งให้แก่ลูกค้าต่อไปนั้น แสดงว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีน และการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการดำเนินการส่งมอบเฮโรอีนใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จที่จะเกิดขึ้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เลยขั้นตระเตรียมการแล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเฮโรอีนจำนวนเดียวกับที่ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นอีกฐานหนึ่งด้วย แต่ความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเฮโรอีนเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

