คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2567
ใช้ลายการ์ตูนดังโฆษณาเสื้อกีฬา ก็ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ได้
การนำภาพลายการ์ตูนชื่อดังมาใช้โฆษณาเสื้อกีฬาในเพจขายของ แม้ไม่ได้ผลิตจำหน่ายในวงกว้าง ก็อาจกลายเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ได้โดยไม่รู้ตัว คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งโฆษณาเสื้อลายการ์ตูน “มังกี้ ดี. ลูฟี่” และรับสั่งผลิตจากลูกค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือว่ารู้หรือมีเหตุควรรู้ว่าลายดังกล่าวมีลิขสิทธิ์ คำสั่งซื้อที่เกิดจากการแสวงหาพยานหลักฐานจึงฟังได้ ไม่ใช่การล่อให้กระทำความผิด และผู้เสียหายมีสิทธิดำเนินคดีทั้งในทางอาญาและแพ่ง
บทความน่าสนใจ
ในคดีนี้ บริษัทผู้ถือสิทธิ์การ์ตูนวันพีซจากประเทศญี่ปุ่น เป็น “โจทก์ร่วม” ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เจ้าของเพจเฟซบุ๊กขายเสื้อกีฬา ที่โฆษณาภาพเสื้อพิมพ์ลาย “มังกี้ ดี. ลูฟี่” และรับผลิตเสื้อลายดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต
แม้การสั่งผลิตจะกระทำโดยทีมงานของผู้รับมอบอำนาจช่วงจากเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยเป็นผู้โฆษณาภาพลายการ์ตูนไว้ในเพจของตนเองก่อนแล้ว และเคยรับผลิตให้ลูกค้ารายอื่นมาก่อน แสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าลายดังกล่าวมีลิขสิทธิ์ ไม่ใช่การถูกล่อให้กระทำผิด
ศาลชี้ว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยชอบ แม้ไม่ได้ฎีกาในส่วนแพ่ง ศาลฎีกายังสามารถวินิจฉัยและให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย
จำเลยจึงมีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ตามมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31(1) แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4488/2559
การทำซ้ำซึ่งโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ผิดกฎหมาย ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
หลายธุรกิจอาจไม่รู้ว่า การใช้โปรแกรมที่ดูเหมือนใช้งานได้ปกติ แต่อาจเป็นเวอร์ชันละเมิดลิขสิทธิ์ ก็อาจทำให้ตนกลายเป็น “ผู้ละเมิดโดยตรง” ได้ คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ชัดว่า แม้การติดตั้งโปรแกรมจะทำซ้ำจากแหล่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์มาก่อน เช่น ซีดีเถื่อนหรือไฟล์ละเมิด ก็ยังถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในตัวงานเดิม ศาลยังวางแนวว่า โปรแกรมที่ติดตั้งในฮาร์ดดิสก์ของร้านอินเทอร์เน็ต หากใช้เพื่อให้บริการลูกค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการละเมิดเพื่อการค้าเต็มรูปแบบ
บทความน่าสนใจ
บริษัทไมโครซอฟท์ฟ้องจำเลยฐานละเมิดลิขสิทธิ์จากการติดตั้งโปรแกรม Windows XP, Office 2003 และ Office 2007 บนคอมพิวเตอร์ 41 เครื่องในร้านอินเทอร์เน็ตของจำเลย โดยอ้างว่ามีการติดตั้งโปรแกรมที่ทำซ้ำมาจากแหล่งละเมิดโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การปฏิเสธ และศาลชั้นต้นเห็นว่าคำฟ้องไม่ชัดเจนว่าละเมิดอย่างไร จึงยกฟ้อง
แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยกลับ โดยวางหลักว่า การทำซ้ำโปรแกรม ไม่ว่าทำจากแหล่งลิขสิทธิ์แท้หรือละเมิด ก็ถือเป็นการกระทำต่อ “งานอันมีลิขสิทธิ์” ที่ได้รับความคุ้มครองอยู่ ตามมาตรา 30 (1) แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และหากทำเพื่อการค้า เช่น เปิดให้ลูกค้าใช้ในร้านอินเทอร์เน็ต ย่อมเข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า
คำฟ้องของโจทก์จึงมีความชัดเจนตามกฎหมาย และศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ควรรับไว้พิจารณาต่อไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3204/2565
ติดตั้งโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์ แม้ทำซ้ำจากของเถื่อน ก็ถือว่าละเมิดโดยตรง
ร้านคาราโอเกะจำนวนมากเปิดให้บริการแบบ “ห้องส่วนตัว” พร้อมมิวสิควิดีโอและเนื้อเพลงให้ลูกค้าร้องตามโดยไม่คิดว่าอาจละเมิดลิขสิทธิ์ แต่คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ชัดว่า หากร้านเปิดเพลงพร้อมมิวสิควิดีโอประกอบโดยไม่มีสิทธิหรือใบอนุญาต ย่อมเป็นการ “ใช้สิทธิของผู้อื่นเพื่อการค้า” และถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์แม้จะอ้างว่าไม่ได้เก็บค่าบริการสำหรับการดูหรือฟังเพลงก็ตาม ร้านคาราโอเกะจึงต้องระวังเป็นอย่างมาก เพราะอาจโดนทั้งข้อหา ละเมิดลิขสิทธิ์ และ ไม่มีใบอนุญาตวีดิทัศน์ ได้ในคราวเดียว
บทความน่าสนใจ
ร้าน “บ้านกลางฟาร์ม” ของจำเลยเปิดบริการคาราโอเกะเป็นห้องส่วนตัว พร้อมอุปกรณ์ฉายมิวสิควิดีโอพร้อมเนื้อเพลง ให้ลูกค้าเปิดดูมิวสิควิดีโอและร้องเพลงได้ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ เจ้าหน้าที่ลิขสิทธิ์ของบริษัทผู้เสียหายเข้าตรวจสอบ พบว่ามีการใช้เพลงที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์ชัดเจน พร้อมบันทึกภาพและเสียงยืนยันว่าร้านให้บริการมิวสิควิดีโอคาราโอเกะจริง ถือเป็นการ “เผยแพร่ต่อสาธารณชน” ตามมาตรา 27(2) และ 28(2) พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน และหากทำเพื่อการค้า เช่น การให้ลูกค้าใช้บริการคาราโอเกะแลกกับค่าบริการ ก็ถือเป็น การละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า
นอกจากนี้พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่าย “ร้านวีดิทัศน์” ตามนิยามใน พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งต้องขอใบอนุญาตก่อนเปิดดำเนินกิจการ แม้ร้านจะไม่ได้เรียกเก็บเงินแยกเฉพาะจากการดูมิวสิควิดีโอ ก็ถือว่าให้บริการโดยได้ประโยชน์ตอบแทนจากธุรกิจโดยรวมเมื่อร้านของจำเลยไม่เคยขอใบอนุญาตประกอบกิจการวีดิทัศน์ จึงผิดฐานจัดตั้งหรือประกอบกิจการวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 53

