การละเมิดลิขสิทธิ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2567

ใช้ลายการ์ตูนดังโฆษณาเสื้อกีฬา ก็ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ได้

การนำภาพลายการ์ตูนชื่อดังมาใช้โฆษณาเสื้อกีฬาในเพจขายของ แม้ไม่ได้ผลิตจำหน่ายในวงกว้าง ก็อาจกลายเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ได้โดยไม่รู้ตัว คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งโฆษณาเสื้อลายการ์ตูน “มังกี้ ดี. ลูฟี่” และรับสั่งผลิตจากลูกค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือว่ารู้หรือมีเหตุควรรู้ว่าลายดังกล่าวมีลิขสิทธิ์ คำสั่งซื้อที่เกิดจากการแสวงหาพยานหลักฐานจึงฟังได้ ไม่ใช่การล่อให้กระทำความผิด และผู้เสียหายมีสิทธิดำเนินคดีทั้งในทางอาญาและแพ่ง

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ บริษัทผู้ถือสิทธิ์การ์ตูนวันพีซจากประเทศญี่ปุ่น เป็น “โจทก์ร่วม” ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เจ้าของเพจเฟซบุ๊กขายเสื้อกีฬา ที่โฆษณาภาพเสื้อพิมพ์ลาย “มังกี้ ดี. ลูฟี่” และรับผลิตเสื้อลายดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต

แม้การสั่งผลิตจะกระทำโดยทีมงานของผู้รับมอบอำนาจช่วงจากเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยเป็นผู้โฆษณาภาพลายการ์ตูนไว้ในเพจของตนเองก่อนแล้ว และเคยรับผลิตให้ลูกค้ารายอื่นมาก่อน แสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าลายดังกล่าวมีลิขสิทธิ์ ไม่ใช่การถูกล่อให้กระทำผิด

ศาลชี้ว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยชอบ แม้ไม่ได้ฎีกาในส่วนแพ่ง ศาลฎีกายังสามารถวินิจฉัยและให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

จำเลยจึงมีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ตามมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31(1) แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4488/2559

การทำซ้ำซึ่งโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ผิดกฎหมาย ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์

หลายธุรกิจอาจไม่รู้ว่า การใช้โปรแกรมที่ดูเหมือนใช้งานได้ปกติ แต่อาจเป็นเวอร์ชันละเมิดลิขสิทธิ์ ก็อาจทำให้ตนกลายเป็น “ผู้ละเมิดโดยตรง” ได้ คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ชัดว่า แม้การติดตั้งโปรแกรมจะทำซ้ำจากแหล่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์มาก่อน เช่น ซีดีเถื่อนหรือไฟล์ละเมิด ก็ยังถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในตัวงานเดิม ศาลยังวางแนวว่า โปรแกรมที่ติดตั้งในฮาร์ดดิสก์ของร้านอินเทอร์เน็ต หากใช้เพื่อให้บริการลูกค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการละเมิดเพื่อการค้าเต็มรูปแบบ

บทความน่าสนใจ

บริษัทไมโครซอฟท์ฟ้องจำเลยฐานละเมิดลิขสิทธิ์จากการติดตั้งโปรแกรม Windows XP, Office 2003 และ Office 2007 บนคอมพิวเตอร์ 41 เครื่องในร้านอินเทอร์เน็ตของจำเลย โดยอ้างว่ามีการติดตั้งโปรแกรมที่ทำซ้ำมาจากแหล่งละเมิดโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การปฏิเสธ และศาลชั้นต้นเห็นว่าคำฟ้องไม่ชัดเจนว่าละเมิดอย่างไร จึงยกฟ้อง

แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยกลับ โดยวางหลักว่า การทำซ้ำโปรแกรม ไม่ว่าทำจากแหล่งลิขสิทธิ์แท้หรือละเมิด ก็ถือเป็นการกระทำต่อ “งานอันมีลิขสิทธิ์” ที่ได้รับความคุ้มครองอยู่ ตามมาตรา 30 (1) แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และหากทำเพื่อการค้า เช่น เปิดให้ลูกค้าใช้ในร้านอินเทอร์เน็ต ย่อมเข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า

คำฟ้องของโจทก์จึงมีความชัดเจนตามกฎหมาย และศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ควรรับไว้พิจารณาต่อไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3204/2565

ติดตั้งโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์ แม้ทำซ้ำจากของเถื่อน ก็ถือว่าละเมิดโดยตรง

ร้านคาราโอเกะจำนวนมากเปิดให้บริการแบบ “ห้องส่วนตัว” พร้อมมิวสิควิดีโอและเนื้อเพลงให้ลูกค้าร้องตามโดยไม่คิดว่าอาจละเมิดลิขสิทธิ์ แต่คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ชัดว่า หากร้านเปิดเพลงพร้อมมิวสิควิดีโอประกอบโดยไม่มีสิทธิหรือใบอนุญาต ย่อมเป็นการ “ใช้สิทธิของผู้อื่นเพื่อการค้า” และถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์แม้จะอ้างว่าไม่ได้เก็บค่าบริการสำหรับการดูหรือฟังเพลงก็ตาม ร้านคาราโอเกะจึงต้องระวังเป็นอย่างมาก เพราะอาจโดนทั้งข้อหา ละเมิดลิขสิทธิ์ และ ไม่มีใบอนุญาตวีดิทัศน์ ได้ในคราวเดียว

บทความน่าสนใจ

ร้าน “บ้านกลางฟาร์ม” ของจำเลยเปิดบริการคาราโอเกะเป็นห้องส่วนตัว พร้อมอุปกรณ์ฉายมิวสิควิดีโอพร้อมเนื้อเพลง ให้ลูกค้าเปิดดูมิวสิควิดีโอและร้องเพลงได้ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ เจ้าหน้าที่ลิขสิทธิ์ของบริษัทผู้เสียหายเข้าตรวจสอบ พบว่ามีการใช้เพลงที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์ชัดเจน พร้อมบันทึกภาพและเสียงยืนยันว่าร้านให้บริการมิวสิควิดีโอคาราโอเกะจริง ถือเป็นการ “เผยแพร่ต่อสาธารณชน” ตามมาตรา 27(2) และ 28(2) พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน และหากทำเพื่อการค้า เช่น การให้ลูกค้าใช้บริการคาราโอเกะแลกกับค่าบริการ ก็ถือเป็น การละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า

นอกจากนี้พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่าย “ร้านวีดิทัศน์” ตามนิยามใน พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งต้องขอใบอนุญาตก่อนเปิดดำเนินกิจการ แม้ร้านจะไม่ได้เรียกเก็บเงินแยกเฉพาะจากการดูมิวสิควิดีโอ ก็ถือว่าให้บริการโดยได้ประโยชน์ตอบแทนจากธุรกิจโดยรวมเมื่อร้านของจำเลยไม่เคยขอใบอนุญาตประกอบกิจการวีดิทัศน์ จึงผิดฐานจัดตั้งหรือประกอบกิจการวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 53

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและการละเมิดเครื่องหมายการค้า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 284/2539

ชื่อใกล้ โลโก้คล้าย ก็ผิดได้! คดีตัวอย่างละเมิดเครื่องหมายการค้าในธุรกิจไอที

ชื่อบริษัทและโลโก้ไม่ใช่แค่เรื่องของการออกแบบ แต่เป็น “ทรัพย์สินทางปัญญา” ที่มีมูลค่าและได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย กรณีพิพาทระหว่างเจ้าของเครื่องหมายการค้า “UNIX” กับบริษัทที่ตั้งชื่อใกล้เคียงและใช้ตราสัญลักษณ์คล้ายกัน กลายเป็นบทเรียนสำคัญในโลกธุรกิจไอที ว่าการละเลยหรือละเมิดชื่อที่ได้รับการจดทะเบียนไว้แล้ว ไม่เพียงเสี่ยงต่อความเสียหายทางชื่อเสียง แต่ยังอาจนำไปสู่คำสั่งศาลให้เปลี่ยนชื่อบริษัท รื้อถอนป้าย และจ่ายค่าเสียหายรายเดือนอีกด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงควรถูกนำมาศึกษาอย่างรอบคอบโดยนักธุรกิจและนักกฎหมายทุกคน

บทความน่าสนใจ

โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า “UNIX” สำหรับสินค้าคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ ซึ่งมีการโฆษณาเผยแพร่ในประเทศไทยก่อนที่จำเลยจะก่อตั้งบริษัทชื่อ “ยูนิกซ์คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด” และใช้คำว่า “UNIX” เป็นส่วนหนึ่งของชื่อและตราบริษัท

จำเลยยังจำหน่ายสินค้าแบรนด์ “ONIX” ซึ่งศาลเห็นว่าเครื่องหมายนี้เหมือนหรือคล้ายกับ “UNIX” จนผู้บริโภคอาจเข้าใจผิดว่าเป็นสินค้าหรือธุรกิจของโจทก์ เป็นการแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงของเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนโดยมิชอบ

แม้จำเลยจะไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้า แต่เมื่อทราบดีว่าเครื่องหมายดังกล่าวเป็นของโจทก์ การใช้ชื่อและจำหน่ายสินค้าดังกล่าวจึงเป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้า     

ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ สั่งให้จำเลยเปลี่ยนชื่อและตราบริษัท ห้ามใช้ชื่อ “UNIX” หรือ “ONIX” กับธุรกิจของตน และให้ลบป้ายเอกสาร รวมถึงเก็บสินค้าที่มีเครื่องหมายดังกล่าวออกจากท้องตลาด นอกจากนี้ยังให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายรายเดือนแก่โจทก์ 

แต่ศาลฎีกาได้แก้ไขค่าทนายความในศาลอุทธรณ์และฎีกาให้จำเลยชำระชั้นละ 1,500 บาท ซึ่งเป็นอัตราที่ถูกต้องตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 972/2561

เรื่องหมายการค้าที่ออกเสียงเหมือนแต่ไม่ละเมิด ศาลย้ำความคล้ายของเครื่องหมายการค้าต้องดูองค์ประกอบโดยรวม

“ความคล้ายกัน” ระหว่างเครื่องหมายการค้าที่แม้จะออกเสียงเหมือนกันกันอย่าง “สกาเจล” กับ “สการ์ เจล” แต่หากมีความแตกต่างด้านรูปลักษณ์ ช่องทางการขายสินค้า กลุ่มลูกค้าในตลาด และความหมายของคำ ศาลอาจเห็นว่าไม่ก่อให้เกิดความสับสนต่อผู้บริโภค คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับเจ้าของแบรนด์และนักธุรกิจที่ต้องการปกป้องสิทธิในเครื่องหมายการค้าโดยไม่กีดกันการแข่งขันโดยเสรี

บทความน่าสนใจ

โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า “SCAGEL” ซึ่งจดทะเบียนแล้ว โดยออกเสียงว่า “สกาเจล” สำหรับเจลทาร่างกายเพื่อรักษาแผลเป็น โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งจำหน่ายสินค้าในชื่อ “SCAR GEL” ออกเสียงว่า “สการ์ เจล” โดยอ้างว่ามีความคล้ายคลึงจนทำให้ผู้บริโภคสับสนในความเป็นเจ้าของสินค้า

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเปรียบเทียบเครื่องหมายต้องพิจารณาภาพรวม ทั้งเสียงเรียกขาน ลักษณะคำ รูปลักษณ์ และตลาดเป้าหมาย เครื่องหมายของโจทก์เขียนติดกัน ส่วนของจำเลยเขียนแยกคำ มีขนาดตัวอักษรต่างกัน สีของบรรจุภัณฑ์ก็ต่างกันชัดเจน อีกทั้งตลาดของโจทก์อยู่ในร้านขายยาและโรงพยาบาล ส่วนจำเลยขายตรงให้สมาชิกเท่านั้น จึงไม่ใช่ตลาดเดียวกัน

สำคัญที่สุด คำว่า “SCAR” และ “GEL” ที่จำเลยใช้ เป็นคำบรรยายคุณสมบัติสินค้า ไม่ใช่เครื่องหมายการค้าโดยเฉพาะ และเจ้าของสินค้าอื่นก็มีสิทธิใช้ได้

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ยกฟ้อง ไม่ถือเป็นการละเมิดเครื่องหมายการค้า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3737/2549

กรณีการใช้เครื่องหมายการค้าลักษณะคล้ายอย่างแพร่หลายระหว่างสองฝ่าย

ในโลกของธุรกิจอาหาร เครื่องหมายการค้าเป็นมากกว่าแค่โลโก้ เพราะมันสะท้อนตัวตนของสินค้าและแหล่งกำเนิด คดีนี้เกี่ยวกับ “ตราเด็ก” ซึ่งถูกปฏิเสธการจดทะเบียนเพราะคล้ายกับ “ตราเด็กสมบูรณ์” ที่มีชื่อเสียงแพร่หลาย โจทก์ผู้ใช้ “ตราเด็ก” มาโดยสุจริตมานานจึงฟ้องร้องหน่วยงานรัฐ ขอให้รับจดทะเบียนตามสิทธิในมาตรา 27 คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ยืนยันว่า แม้เครื่องหมายจะคล้าย แต่หากใช้โดยสุจริตมาก่อนก็มีสิทธิได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียม ไม่ถูกจำกัดสิทธิด้วยชื่อเสียงของเครื่องหมายภายหลัง

บทความน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้เกิดจากข้อพิพาทระหว่างผู้ใช้เครื่องหมาย “ตราเด็ก” กับเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิเสธคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายดังกล่าว โดยอ้างว่า “ตราเด็ก” คล้ายกับเครื่องหมาย “ตราเด็กสมบูรณ์” ซึ่งจดทะเบียนและมีชื่อเสียงในตลาด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้เครื่องหมายจะมีภาพเด็กอุ้มขวดเหมือนกัน และใช้กับสินค้าประเภทเครื่องปรุงรสจำพวกเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงแล้ว โจทก์ได้ใช้เครื่องหมาย “ตราเด็ก” กับสินค้าน้ำปลาโดยสุจริตมานาน เช่นเดียวกับ “ตราเด็กสมบูรณ์” ที่ใช้กับซีอิ๊ว การใช้โดยสุจริตของทั้งสองฝ่ายถือเป็นเหตุให้สามารถจดทะเบียนซ้อนกันได้ตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534

ศาลยังระบุว่า ข้อห้ามการจดทะเบียนเครื่องหมายที่คล้ายเครื่องหมายมีชื่อเสียง (มาตรา 8(10)) ใช้กับกรณีที่ผู้ยื่นจดทะเบียนมีเจตนาลอกเลียนเพื่อประโยชน์ทางการค้า ซึ่งไม่ใช่กรณีนี้ เพราะทั้งสองฝ่ายใช้เครื่องหมายโดยสุจริตกันมา

การเลือกปฏิบัติหรือการคุกคามในที่ทำงาน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5324/2538

การเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควร ถือเป็นประเด็นสำคัญในคดีแรงงาน โดยเฉพาะเมื่อมีการเลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างบางรายอย่างไม่เป็นธรรม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5324/2538 ได้วางแนวทางไว้ว่า แม้ลูกจ้างจะกระทำผิด เช่น การลงนามรับรองความสมควรในการเดินอากาศทั้งที่ไม่มีใบอนุญาต แต่หากพนักงานคนอื่นกระทำแบบเดียวกันแล้วไม่ถูกลงโทษ การเลิกจ้างเฉพาะบุคคลย่อมถือเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะเมื่อลูกจ้างรายนั้นเคยร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมจากนายจ้าง การเลิกจ้างในลักษณะนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ ลูกจ้างดำรงตำแหน่งเป็นพนักงานช่างภาคพื้นดิน ได้ลงนามรับรองความสมควรในการเดินอากาศ แม้ขณะนั้นใบอนุญาตจะขาดต่ออายุ โดยพนักงานคนอื่น ๆ ก็เคยกระทำเช่นเดียวกันแต่ไม่ถูกดำเนินการทางวินัย กลับเป็นลูกจ้างรายนี้ที่ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนและเลิกจ้าง สืบเนื่องจากลูกจ้างเคยยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่นายจ้างเลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างรายเดียว ทั้งที่พฤติการณ์ไม่แตกต่างจากพนักงานคนอื่น ถือเป็นการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม และขาดเหตุอันสมควรที่เพียงพอในการเลิกจ้าง การเลิกจ้างจึงเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม และลูกจ้างมีสิทธิได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน

คำพิพากษานี้เป็นแนวทางสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า ความเป็นธรรมในการใช้ดุลพินิจของนายจ้างต้องอยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ และต้องมีเหตุผลชัดเจน มิฉะนั้นย่อมตกเป็นฝ่ายละเมิดสิทธิของลูกจ้างได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 993/2546

นายจ้างเลือกปฏิบัติโดยการเปลี่ยนกะทำงานเพื่อกดดันลูกจ้างถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม

นายจ้างมีสิทธิกำหนดรูปแบบการทำงานตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แต่เมื่อการใช้สิทธินั้นกลายเป็นการกดดันลูกจ้างที่ใช้สิทธิตามกฎหมาย ย่อมเป็นการละเมิดต่อหลักความเป็นธรรมและกฎหมายแรงงาน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 993/2546 ได้วางแนวทางสำคัญว่าการเปลี่ยนเวลาทำงานของลูกจ้างเฉพาะกลุ่มที่ยื่นข้อเรียกร้องต่อบริษัท เป็นการเลือกปฏิบัติที่เข้าข่ายกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121(1) แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 แม้จะอ้างอิงข้อบังคับของบริษัทก็ตาม หากขัดต่อพฤติการณ์และหลักความเป็นธรรมโดยรวม ศาลย่อมสามารถรับฟังข้อเท็จจริงเพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างได้

บทความน่าสนใจ

บริษัทนายจ้างกำหนดให้ลูกจ้างทำงาน 3 กะตามข้อบังคับ แต่ในทางปฏิบัติใช้ระบบ 2 กะมาโดยตลอด โดยมีช่วงล่วงเวลาที่ทำให้ลูกจ้างมีรายได้เพิ่มขึ้น ต่อมาเมื่อกลุ่มลูกจ้าง 181 คนยื่นข้อเรียกร้องต่อบริษัท นายจ้างได้โน้มน้าวให้บางส่วนถอนชื่อออก และมอบหมายให้เฉพาะกลุ่มที่ยังคงยืนยันข้อเรียกร้อง 35 คนทำงานในระบบ 3 กะ ขณะที่กลุ่มอื่นยังคงทำงาน 2 กะตามเดิม

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องได้รับผลกระทบทั้งด้านรายได้และสวัสดิการ และไม่สามารถทำงานล่วงเวลาได้ ส่งผลต่อสภาพการทำงานและชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน แม้บริษัทจะอ้างว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามสิทธิของนายจ้างภายใต้ข้อบังคับการทำงาน แต่ศาลเห็นว่าการเปลี่ยนกะเฉพาะกลุ่มลูกจ้างที่มีบทบาทในการใช้สิทธิแรงงานมีเจตนากลั่นแกล้งและเลือกปฏิบัติ

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121(1) แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และเห็นว่าคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ให้ลูกจ้างกลับไปทำงานตามระบบเดิมเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11610/2553

คุกคามในที่ทำงาน แม้เป็นเพียงคำพูดก็กลายเป็นความรุนแรงที่ละเมิดศักดิ์ศรี
 

การล่วงละเมิดในที่ทำงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแตะเนื้อต้องตัว แต่รวมถึงคำพูด เสียงหัวเราะ หรือท่าทางที่บั่นทอนศักดิ์ศรีของผู้อื่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11610/2553 เป็นกรณีตัวอย่างของหญิงพนักงานที่ถูกหัวหน้างานใช้ถ้อยคำล่วงละเมิดทางวาจาซ้ำซาก และบริษัทกลับเพิกเฉยต่อการร้องเรียน ส่งผลให้ศาลตัดสินว่าทั้งหัวหน้างานและบริษัทต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหาย ถือเป็นจุดยืนสำคัญของศาลต่อการคุ้มครองศักดิ์ศรีแรงงาน
 

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์เป็นพนักงานหญิงที่ถูกหัวหน้างานใช้ถ้อยคำดูหมิ่นทางเพศ เช่น “อยากดูดนมจัง” และแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง เช่น การจ้องหน้าอกและพูดเกี่ยวกับเรื่องเพศบ่อยครั้ง แม้โจทก์จะร้องเรียนต่อบริษัท แต่กลับไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือเยียวยา กลับถูกมองว่าเป็นผู้ก่อปัญหาแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของหัวหน้างานเป็นการคุกคามในที่ทำงานที่เข้าข่ายการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของโจทก์อย่างรุนแรง ถือเป็นการกระทำโดยเจตนาผิดคลองธรรม และเป็นการละเมิดตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่สำคัญ บริษัทในฐานะนายจ้างมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของลูกจ้าง เมื่อทราบถึงพฤติกรรมของหัวหน้างานแล้วไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อป้องกันหรือลงโทษ ถือว่าละเลยต่อหน้าที่และต้องร่วมรับผิดกับหัวหน้างานด้วย

คำพิพากษานี้ตอกย้ำว่า ความรุนแรงในที่ทำงานไม่จำเป็นต้องมีการทำร้ายร่างกาย การคุกคามทางวาจาหรือท่าทีเหยียดหยามที่ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกหวาดกลัวหรืออับอาย ก็อาจเข้าข่ายละเมิดได้เช่นกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1059/2560

การลาออกเพราะถูกคุกคาม ถือเป็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

ความรุนแรงในที่ทำงานไม่จำกัดเฉพาะการกระทำทางกายภาพ หากแต่รวมถึงพฤติกรรมดูหมิ่น กดดัน หรือสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม การละเมิดสิทธิลูกจ้างด้วยวาจาหรือการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมจากผู้บังคับบัญชา อาจถือเป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1059/2560 เป็นตัวอย่างสำคัญที่ศาลยืนยันหลักการนี้

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ ลูกจ้างหญิงคนหนึ่งถูกหัวหน้าฝ่ายผลิตดุด่าว่ากล่าวด้วยถ้อยคำหยาบคายเป็นเวลานาน ทั้งในที่ประชุมและต่อหน้าคนอื่น จนทำให้เกิดความรู้สึกอับอายและเสื่อมศักดิ์ศรี แม้บริษัทจะอ้างว่าไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ศาลเห็นว่าพฤติกรรมของหัวหน้างานดังกล่าวถือเป็นการคุกคามและก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ลูกจ้าง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ลูกจ้างมีสิทธิลาออกได้ และการลาออกในลักษณะนี้ถือเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมตามกฎหมายแรงงาน ลูกจ้างจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย

คำพิพากษานี้ตอกย้ำว่า สิทธิในศักดิ์ศรีและความปลอดภัยทางจิตใจเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นธรรมในสถานที่ทำงาน และการปกป้องลูกจ้างจากการคุกคามในทุกรูปแบบ ย่อมอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายแรงงาน

สัญญาจ้างงาน / เงื่อนไขไม่ให้ค้าแข่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7364/2558

ห้ามทำงานกับคู่แข่งหลังลาออกได้หรือไม่? คำตอบอยู่ที่ความเหมาะสมของข้อตกลง

ในยุคที่ข้อมูลทางการค้าคือทรัพย์สินมีค่า นายจ้างจำนวนมากจึงใช้ “สัญญาห้ามแข่งขัน” เพื่อคุ้มครองความลับทางธุรกิจจากอดีตลูกจ้าง แต่ข้อตกลงแบบนี้จะมีผลตามกฎหมายหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7364/2558 ยืนยันว่า หากกำหนดระยะเวลาและขอบเขตอย่างเหมาะสม เช่น ห้ามทำงานกับคู่แข่งภายใน 1 ปี ถือว่าเป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยกฎหมายและมีผลผูกพัน แม้ศาลแรงงานจะมีอำนาจลดเบี้ยปรับหากเห็นว่าสูงเกินไป

บทความน่าสนใจ

อดีตพนักงานตำแหน่งหัวหน้างานผสมเครื่องสำอางของโจทก์ได้ลงนามในข้อตกลงห้ามประกอบอาชีพที่แข่งขันกับบริษัทภายใน 1 ปีหลังลาออก และหากฝ่าฝืนต้องชำระค่าปรับ 500,000 บาท แต่หลังออกจากงานจำเลยกลับไปทำงานในบริษัทที่ผลิตเครื่องสำอางคล้ายกับโจทก์ในเวลายังไม่ถึง 1 ปี

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าเป็นข้อตกลงไม่เป็นธรรม แต่ศาลฎีกากลับวินิจฉัยว่า สัญญาดังกล่าวกำหนดระยะเวลาห้ามแข่งขันเพียง 1 ปี ถือว่าเหมาะสมและเป็นธรรม บริษัทมีสิทธิรักษาความลับทางการค้าโดยชอบ และจำเลยฝ่าฝืนสัญญา อย่างไรก็ตาม การเรียกค่าปรับ 500,000 บาทเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ศาลแรงงานมีอำนาจลดลงได้ตามมาตรา 383 ศาลฎีกาจึงให้ย้อนคดีกลับไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยค่าเสียหายใหม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2169/2557

ตีความสัญญาห้ามแข่งขันอย่างไร ไม่ให้ละเมิดสิทธิการทำงานของลูกจ้าง

ในสัญญาจ้างงาน ผู้ประกอบการมักกำหนด “ข้อตกลงห้ามแข่งขัน” เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของตนหลังลูกจ้างลาออก แต่หากใช้ถ้อยคำกว้าง ๆ โดยไม่ชัดเจน เช่น “ห้ามประกอบกิจการที่แข่งขันกับบริษัท” จะสามารถตีความครอบคลุมถึงการไปเป็นลูกจ้างบริษัทคู่แข่งได้หรือไม่ ศาลฎีกาในคดีนี้ตอบว่า “ไม่ได้” เพราะการตีความข้อตกลงที่จำกัดสิทธิของลูกจ้างต้องเคร่งครัด

บทความน่าสนใจ

โจทก์ประกอบธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์ก่อสร้างและตกแต่งบ้านได้ทำข้อตกลงกับจำเลย ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ โดยมีเงื่อนไขว่า หลังลาออกจากงาน จำเลยจะไม่ “ประกอบกิจการหรือเข้าร่วมในการประกอบกิจการ” ที่แข่งขันกับธุรกิจของโจทก์ภายใน 1 ปี

ต่อมาจำเลยไปทำงานกับบริษัทอื่นซึ่งเป็นคู่แข่งของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าเสียหาย โดยอ้างว่าจำเลยผิดสัญญา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อห้ามในสัญญานี้เป็นการจำกัดสิทธิของลูกจ้าง ต้องตีความอย่างเคร่งครัด ข้อความ “ห้ามประกอบกิจการหรือเข้าร่วมในการประกอบกิจการ” หมายถึง การลงทุนหรือดำเนินธุรกิจเอง ไม่รวมถึงการเป็นลูกจ้างของบริษัทอื่น แม้บริษัทนั้นจะเป็นคู่แข่งโดยตรงของโจทก์ก็ตาม

ดังนั้น จำเลยไม่ได้ผิดสัญญา และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3892/2557

เมื่อสัญญาห้ามทำงานกับคู่แข่งไม่ขัดกฎหมาย หากมีเหตุผลและขอบเขตที่เป็นธรรม

สัญญาห้ามทำงานกับคู่แข่งหลังลาออกไม่ถือว่าขัดต่อเสรีภาพของลูกจ้าง หากข้อตกลงมีขอบเขตเวลาและพื้นที่สมเหตุสมผล และมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความลับทางธุรกิจ ศาลยังมีอำนาจลดเบี้ยปรับได้หากสูงเกินไปตามมาตรา 383 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

บทความน่าสนใจ

จำเลยซึ่งเคยเป็นพนักงานขายของโจทก์ ตกลงในสัญญาว่าจะไม่ทำงานกับบริษัทคู่แข่งหรือขายสินค้าประเภทเดียวกันในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลภายใน 2 ปีหลังลาออก หากฝ่าฝืนจะต้องชดใช้ค่าเสียหายไม่น้อยกว่า 100,000 บาท ต่อมาจำเลยได้ทำงานกับบริษัทที่ขายสินค้าประเภทเดียวกันและติดต่อกับลูกค้าเดิมของโจทก์ โจทก์จึงเรียกค่าเสียหายตามสัญญา

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดสัญญาจริง แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นชัดเจน จึงลดค่าเสียหายจาก 100,000 บาท เหลือ 6,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยชี้ว่าข้อตกลงห้ามทำงานกับคู่แข่งในเขตพื้นที่และระยะเวลา 2 ปี เป็นข้อตกลงที่ชอบ ไม่ขัด พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ค่าเสียหายตามสัญญาถือเป็น “เบี้ยปรับ” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 และศาลมีอำนาจลดเบี้ยปรับได้ตาม มาตรา 383 หากเห็นว่าสูงเกินไป



การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม / ค่าชดเชย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7766/2543

เลิกจ้างโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ต้องจ่ายอะไรให้ลูกจ้างบ้าง?

หลายคนเข้าใจผิดว่านายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างถึงสิ้นเดือนแม้เลิกจ้างทันที คำพิพากษาศาลฎีกานี้ยืนยันชัดว่า เมื่อนายจ้างเลิกจ้างทันที ลูกจ้างไม่มีสิทธิค่าจ้างถึงสิ้นเดือน เพราะสัญญาจ้างสิ้นสุดแล้ว แต่ยังมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ นายจ้างแจ้งเลิกจ้างลูกจ้างเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2542 โดยให้หยุดทำงานตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2542 เป็นต้นไป ลูกจ้างฟ้องเรียกค่าจ้างจนถึงสิ้นเดือน และขอให้คำนวณค่าชดเชยถึงปลายเดือน กุมภาพันธ์ 2542

            ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาจ้างแรงงานเป็น “สัญญาต่างตอบแทน” ลูกจ้างต้องทำงานเพื่อแลกค่าจ้าง เมื่อสัญญาสิ้นสุดในวันที่ 20 มกราคม 2542 และไม่ได้ทำงานอีกต่อไป ลูกจ้างไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างหลังจากนั้น แต่การเลิกจ้างโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทำให้นายจ้างต้องจ่าย “สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า” ซึ่งเป็นคนละส่วนกับค่าจ้างและการนับเวลาทำงานเพื่อคำนวณ “ค่าชดเชย” ต้องนับถึงวันสุดท้ายที่ทำงานจริงเท่านั้น ศาลแรงงานกลางและศาลฎีกาจึงพิพากษาให้ลูกจ้างได้รับเฉพาะค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างวันหยุดพักผ่อน พร้อมดอกเบี้ย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3680/2567

นายจ้างต้องรู้: มอบหมายงานให้คนอื่นแทน อาจกลายเป็นการจ้างงานโดยนิตินัย

เมื่อธุรกิจใช้คนกลางหรือลูกจ้างเดิม เป็นผู้จัดหาคนมาทำงานแทนตน อาจต้องแบกรับสถานะนายจ้าง โดยปริยายหากเข้าข่ายตามกฎหมายแรงงาน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3680/2567 ชี้ชัดถึงความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ แม้ไม่มีสัญญาจ้างตรงกับผู้ปฏิบัติงานก็ตาม คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนายจ้างที่พยายามลดภาระผ่านระบบรับเหมาค่าแรง แต่กลับต้องรับผิดในฐานะนายจ้างเต็มตัวตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 11/1

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์ทำงานฝังเพชรพลอยภายในสถานที่และด้วยอุปกรณ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทประกอบธุรกิจเครื่องประดับ แม้ไม่มีสัญญาจ้างตรง แต่จำเลยที่ 1 มอบหมายให้ลูกจ้างเดิม “นายบัวลา” จัดหาคนมาทำงานแทนตน โดยให้งานและรับผลงานโดยไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้นายบัวลาจะไม่ได้ทำงานฝังเพชรด้วยตนเอง แต่การที่จำเลยที่ 1 ยอมรับให้นำคนมาทำงานในสถานประกอบการ ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็น “ผู้ประกอบกิจการ” ที่มีสถานะเป็นนายจ้างของโจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 11/1

ผลคือ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดจ่ายค่าจ้าง 16,893 บาท ค่าชดเชย 48,000 บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป

คำพิพากษานี้ตอกย้ำว่า “การมอบหมายงาน” อาจกลายเป็น “การจ้างงาน” ทางนิตินัย หากเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายแรงงาน

คดีละเมิด – การกระทำผิดวิชาชีพทางการแพทย์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2318/2564

ขอบเขตความรับผิดของบุคลากรทางการแพทย์ตามมาตรฐานวิชาชีพกรณีเครื่องช่วยหายใจหลุด

กรณี “เด็กชาย ว.” ที่เกิดอาการสมองพิการถาวรหลังเข้ารับการผ่าตัดหัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวพันกับสิทธิผู้ป่วย มาตรฐานวิชาชีพทางการแพทย์ และขอบเขตความรับผิดของโรงพยาบาลของรัฐภายใต้ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 และ พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 คดีนี้สะท้อนความซับซ้อนของการชั่งน้ำหนักระหว่าง “สิทธิผู้บริโภค” กับ “เหตุสุดวิสัยทางการแพทย์” ที่ไม่อาจคาดหมายได้

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาว่าภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตกแก่โรงพยาบาลซึ่งเป็นผู้ให้บริการทางการแพทย์ ตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค เนื่องจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุของความเสียหายอยู่ในความรู้เห็นของจำเลย อย่างไรก็ดี แม้พยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ระบุว่าท่อช่วยหายใจหลุดระหว่างเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจนสมองขาดออกซิเจน แต่ศาลฎีกาเห็นว่าบุคลากรทางการแพทย์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนครบถ้วนตามมาตรฐานวิชาชีพ ใช้ความระมัดระวังและเหมาะสมต่อสภาวะเร่งด่วนของผู้ป่วยแล้ว การหลุดของท่อช่วยหายใจจึงเป็น “เหตุสุดวิสัย” มิใช่ความประมาทเลินเล่อ และไม่ก่อให้เกิดความรับผิดทางละเมิด

คำพิพากษานี้จึงมีนัยสำคัญต่อวงการแพทย์และกฎหมายผู้บริโภค โดยยืนยันหลักว่า การพิจารณาความรับผิดของบุคลากรทางการแพทย์ต้องอาศัยมาตรฐานแห่งวิชาชีพ ประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดี มิใช่ผลการรักษาเพียงอย่างเดียว ทั้งยังแสดงถึงบทบาทของกลไกเยียวยาภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ ที่แม้จะจ่ายเงินช่วยเหลือโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด แต่ไม่ได้ตัดสิทธิการฟ้องเรียกค่าสินไหม หากมีพยานหลักฐานเพียงพอ

คดีนี้จึงเป็นกรณีศึกษาเชิงลึกของการตีความ “ความประมาททางการแพทย์” และ “เหตุสุดวิสัย” ที่ศาลนำมาปรับใช้เพื่อถ่วงดุลระหว่างความยุติธรรมต่อผู้เสียหายและการคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตของบุคลากรทางการแพทย์

คดีละเมิด – หมิ่นประมาท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2541

ด่าว่าเป็นเมียน้อยต่อหน้าผู้อื่นระวังโดนคดีหมิ่นประมาท

การทะเลาะกันเรื่องเงินอาจเป็นเรื่องธรรมดา แต่คำพูดที่ใช้ระหว่างความโกรธนั้นอาจกลายเป็นความผิดทางอาญาได้ หากเป็นคำที่ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2541 สะท้อนให้เห็นว่า แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะมีความขัดแย้งกับผู้เสียหายมาก่อน แต่การใช้คำพูดในที่สาธารณะซึ่งมีบุคคลอื่นได้ยิน ย่อมเข้าข่ายหมิ่นประมาทได้ และไม่สามารถอ้างความโกรธหรือความขัดแย้งมาเป็นข้อยกเว้นได้

บทควา

จำเลยเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ของผู้เสียหาย ทั้งสองมีความขัดแย้งกันเรื่องหนี้สิน ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายเดินทางไปที่หน้าบ้านจำเลยเพื่อพูดคุยเรื่องเงิน โดยเรียกให้จำเลยออกมาคุยนอกรั้วบ้าน จำเลยจึงด่าผู้เสียหายว่า “มึงเป็นเมียน้อยสารวัตร ส. อย่ามาทำใหญ่ให้กูเห็นนะ” ต่อหน้าพยานซึ่งเป็นเพื่อนของผู้เสียหาย

แม้จำเลยจะให้การปฏิเสธ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าพยานของโจทก์ให้การสอดคล้องกันและน่าเชื่อถือ ส่วนคำให้การของจำเลยไม่มีน้ำหนักพอจะหักล้างได้

ศาลฎีกายืนยันคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 โดยพิจารณาจากเจตนา การใช้ถ้อยคำดูหมิ่น และผลกระทบต่อชื่อเสียงของผู้เสียหายต่อหน้าบุคคลที่สาม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3073/2565

แม้ด่าก็ไม่ผิด ถ้าไม่มีคนเชื่อว่าเป็นจริง

คำด่าหยาบคายอาจสร้างความเจ็บปวดและความไม่พอใจให้แก่ผู้ฟัง แต่จะถือว่าเป็น “หมิ่นประมาท” ตามกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาและผลกระทบต่อชื่อเสียงของบุคคลนั้นจริง ๆ คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่ทุกคำหยาบจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย หากผู้ฟังทั่วไปไม่เชื่อว่าข้อความนั้นเป็นความจริง

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ ผู้เสียหายเคยแจ้งความดำเนินคดีกับหลานชายของจำเลย และมีการนัดเจรจาไกล่เกลี่ยที่สถานีตำรวจ ระหว่างการเจรจา จำเลยได้กล่าวต่อหน้าคนหลายคนว่า

“อย่าเข้าไปในบ้านพ่อกูอีกนะ มันไล่ด่าชาวบ้านเขาไปทั่ว ไอ้สันดานหมา”

ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยผิดฐานหมิ่นประมาท และพิพากษาปรับ 10,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาให้ยกฟ้อง โดยศาลฎีกายืนยันตามศาลอุทธรณ์ว่า คำพูดของจำเลยแม้จะหยาบคาย แต่ไม่เข้าข่ายเป็นการ “ใส่ความ” หรือกล่าวหาให้เสียชื่อเสียงในลักษณะที่บุคคลทั่วไปจะเชื่อว่าเป็นจริง จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะรับสารภาพ แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องไม่เป็นความผิด ก็ไม่อาจลงโทษได้ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567

เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จผ่านยูทูปและเฟซบุ๊กเสี่ยงหมิ่นประมาท

ในยุคที่ข้อมูลแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย คดีหมิ่นประมาทไม่จำกัดอยู่แค่คำพูดหรือบทความในหนังสือพิมพ์อีกต่อไป ศาลฎีกาได้ตัดสินในคดีหนึ่งซึ่งชี้แนวทางใหม่ในการเยียวยาผู้เสียหาย โดยสั่งให้จำเลยต้องเผยแพร่คำพิพากษาทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ เพื่อให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเข้าถึงสาธารณชนอย่างทั่วถึง บทความนี้สรุปประเด็นสำคัญจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความกฎหมายอาญายุคดิจิทัล

บทความน่าสนใจ

ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 จำเลยถูกฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หลังจัดรายการเผยแพร่ผ่านยูทูบและเฟซบุ๊ก โดยใช้ถ้อยคำที่พาดพิงถึงโจทก์ว่าเป็นนักประชาธิปไตยที่ได้รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเพื่อแบ่งแยกประเทศ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการเชื่อมโยงโจทก์กับคลิปเปิดรายการ และเนื้อหาที่ตามมา ทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่าโจทก์คือบุคคลที่ถูกกล่าวหา ถือเป็นการใส่ความโดยเจตนา ไม่เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต

ศาลจึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 328 ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 112,500 บาท และให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

นอกจากนี้ ศาลยังอาศัยอำนาจตามมาตรา 332 (2) สั่งให้จำเลยเผยแพร่คำพิพากษาโดยย่อทั้งในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลาย 2 ฉบับ เป็นเวลา 3 วัน และในเว็บไซต์ข่าวออนไลน์อีก 2 แห่ง แม้โจทก์จะไม่ร้องขอก็ตาม โดยตีความว่า “หนังสือพิมพ์” รวมถึงข้อมูลข่าวออนไลน์ที่ประชาชนเข้าถึงได้ ถือเป็นแนวทางใหม่ในการเยียวยาความเสียหายต่อชื่อเสียงผ่านสื่อดิจิทัล

เหตุสุดวิสัยและการไม่สามารถปฏิบัติการได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10285/2557

ถูกยักยอกเงินอาจเป็นเหตุสุดวิสัย มีสิทธิขอขยายเวลาชำระหนี้

ตามหลักกฎหมายแพ่ง เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนด ย่อมถือว่าเป็นการผิดนัด เว้นแต่จะมี “เหตุสุดวิสัย” ซึ่งเป็นข้อยกเว้นที่กฎหมายรับรองให้แก่ลูกหนี้ในบางกรณีเท่านั้น โดยเหตุสุดวิสัยตามมาตรา 8 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมายถึง เหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้บุคคลจะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในฐานะและภาวะเช่นนั้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10285/2557 เป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่อธิบายหลักเกณฑ์ของเหตุสุดวิสัยไว้อย่างชัดเจน และสะท้อนการใช้บังคับกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกหนี้ผู้สุจริต

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ ผู้ซื้อทรัพย์ตามคำพิพากษาได้มอบหมายให้บุคคลหนึ่งนำเงิน 550,000 บาทไปวางชำระต่อกรมบังคับคดีภายในกำหนด แต่บุคคลดังกล่าวกลับยักยอกเงินไป ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัย เพราะผู้ซื้อไม่สามารถคาดหมายหรือป้องกันได้ และมิได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือประมาทเลินเล่อ

การตีความคำว่า “เหตุสุดวิสัย” ในกรณีนี้ ศาลใช้แนวทางพิจารณาทั้งจากตัวบทกฎหมายและข้อเท็จจริงเฉพาะของคดี โดยเน้นว่าเหตุสุดวิสัยต้องไม่เกิดจากพฤติกรรมของลูกหนี้ และต้องเป็นเหตุที่แม้จะมีความระมัดระวังแล้วก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ผลจากคำวินิจฉัยคือ ผู้ซื้อมีสิทธิขอขยายเวลาชำระหนี้โดยไม่ต้องรับผิดในความล่าช้า ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ช่วยคุ้มครองลูกหนี้ที่สุจริตและถูกกระทำโดยบุคคลอื่นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

คำพิพากษาศาลฎีกา1194/2531

เหตุสุดวิสัยต้องไม่อาจคาดหมายได้ หากเกิดขึ้นเป็นประจำไม่เป็นเหตุสุดวิสัย

คำว่า “เหตุสุดวิสัย” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 มักถูกหยิบยกขึ้นมาในกรณีการผิดสัญญาหรือส่งมอบงานล่าช้า โดยเฉพาะในสัญญาก่อสร้างที่มีความเสี่ยงจากเหตุการณ์ทางธรรมชาติหรือปัจจัยภายนอก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1194/2531 เป็นตัวอย่างสำคัญที่วางแนวทางว่าเหตุสุดวิสัยต้องเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอาจป้องกันได้และไม่อาจคาดหมายได้ตามปกติ หากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเป็นประจำตามฤดูกาล ย่อมไม่ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย แม้จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินงาน

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ โจทก์เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างงานระบบประปาแม่สอดและถูกปรับเนื่องจากส่งงานล่าช้า โดยอ้างว่าเกิดเหตุสุดวิสัย 2 กรณี คือ น้ำป่าพัดสะพานพัง และระดับน้ำในแม่น้ำเมยสูงผิดปกติ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เหตุการณ์น้ำป่าพัดสะพานพังนั้นเป็นเหตุสุดวิสัยจริง เนื่องจากไม่อาจคาดหมายและป้องกันได้ อย่างไรก็ดี เหตุนี้ส่งผลกระทบเพียง 10 วัน และจำเลยได้ต่ออายุสัญญาให้แล้ว

ส่วนระดับน้ำในแม่น้ำเมยที่สูงขึ้น ศาลวินิจฉัยว่าเป็นปรากฏการณ์ปกติในฤดูฝนซึ่งเกิดขึ้นทุกปี จึงไม่ถือเป็นเหตุสุดวิสัย แม้จะทำให้โจทก์ทำงานในแม่น้ำล่าช้า

เมื่อโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสาเหตุแห่งความล่าช้าอยู่พ้นวิสัยที่จะคาดหมาย จำเลยจึงมีสิทธิปรับตามสัญญา และไม่ต้องคืนค่าปรับให้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16469/2557

พ้นวิสัยไม่ใช่แค่ล่าช้า ต้องไม่สามารถชำระหนี้ได้อย่างเด็ดขาดและถาวร

ในสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หากฝ่ายหนึ่งอ้างว่าไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้เนื่องจากเหตุ “พ้นวิสัย” การตีความตามมาตรา 219 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะมีความเข้มงวดสูง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16469/2557 ย้ำว่า เหตุพ้นวิสัยต้องเป็นเหตุที่เกิดขึ้นหลังจากก่อหนี้และทำให้ลูกหนี้ “ไม่สามารถชำระหนี้ได้อย่างเด็ดขาดและถาวร” ไม่ใช่เพียงเพราะต้องใช้เวลาหรือเงินมากขึ้น หรือประสบปัญหาทางการเงิน คดีนี้แสดงให้เห็นว่าแม้ภาครัฐจะสั่งปิดสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อ แต่ลูกหนี้ยังต้องรับผิด หากยังมีหนทางอื่นที่จะปฏิบัติตามสัญญาได้

บทความน่าสนใจ

คดีนี้ โจทก์ทำสัญญาซื้อห้องชุดสองห้องจากจำเลยและชำระเงินรวม 1,480,000 บาทล่วงหน้า แต่จำเลยไม่สามารถสร้างอาคารชุดและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ โดยอ้างว่าเกิดเหตุพ้นวิสัย เพราะบริษัทเงินทุนที่ให้สินเชื่อถูกภาครัฐสั่งระงับกิจการ จึงไม่ได้รับเงินอีก 200 ล้านบาทตามที่ตกลงไว้ จำเลยจึงขอให้หลุดพ้นจากหนี้และไม่ต้องคืนเงิน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การไม่ได้รับเงินกู้จากสถาบันการเงินเดิม ไม่ใช่เหตุที่ทำให้การสร้างอาคาร “สิ้นหวัง” อย่างแท้จริง จำเลยยังสามารถแสวงหาแหล่งเงินทุนใหม่ได้ แม้อาจต้องใช้เวลานานและมีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ไม่ถึงขั้นเป็นอุปสรรคอย่างถาวร

เมื่อวัตถุแห่งหนี้ยังสามารถดำเนินการได้ การที่จำเลยไม่สร้างอาคารให้แล้วเสร็จจึงถือเป็นการผิดสัญญา ไม่เข้าข่าย “พ้นวิสัย” ตามมาตรา 219 โจทก์มีสิทธิเลิกสัญญาและเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย จำเลยยังต้องชดใช้เงินคืนทั้งหมด

คำวินิจฉัยนี้แสดงให้เห็นว่า “พ้นวิสัย” ไม่ใช่ข้ออ้างเพื่อหลุดพ้นจากพันธะได้โดยง่าย และศาลจะพิจารณาอย่างรอบคอบว่าการปฏิบัติตามหนี้นั้น “หมดทางเป็นไปได้จริง” หรือไม่

การค้ำประกันและสัญญาประกันหนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2561

ผู้ค้ำประกันร่วมไม่พ้นความรับผิด แม้เจ้าหนี้ปลดหนี้ให้ผู้ค้ำรายหนึ่ง: ศาลฎีกาวินิจฉัยหลักเกลื่อนกลืนหนี้

ในคดีเกี่ยวกับสัญญาเงินกู้เพื่อธุรกิจที่มีผู้ค้ำประกันหลายราย ประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยคือ หากเจ้าหนี้รับชำระหนี้บางส่วนจากผู้ค้ำประกันรายหนึ่งแล้วปลดหนี้ให้รายนั้น ผู้ค้ำประกันอีกรายและลูกหนี้ชั้นต้นยังต้องรับผิดต่อหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกานี้ให้แนวทางสำคัญเกี่ยวกับ “ความระงับแห่งหนี้” และ “การรับผิดร่วมของผู้ค้ำประกัน” ซึ่งผู้ประกอบการ ทนายความ และเจ้าหนี้ควรทำความเข้าใจอย่างรอบคอบ เพื่อบริหารความเสี่ยงในธุรกรรมสินเชื่อให้รัดกุมตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

บทความน่าสนใจ

คดีนี้จำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้เงินธุรกิจจากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นผู้ค้ำประกันร่วมกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้ โจทก์ได้รับเงินชำระหนี้เพียงบางส่วนจากบรรษัทฯ แล้วปลดหนี้ให้ แต่ยังฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกยอดหนี้ส่วนที่เหลือ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตาม ป.พ.พ. บรรพ 2 หมวด 5 การชำระหนี้เพียงบางส่วนหรือการปลดหนี้ผู้ค้ำรายหนึ่ง มิใช่เหตุให้หนี้ทั้งหมดระงับไปโดยสิ้นเชิง หากยังมียอดค้างชำระ ลูกหนี้ชั้นต้นยังคงรับผิดจนครบ และผู้ค้ำรายอื่นที่ค้ำรายเดียวกันต้องรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมตาม มาตรา 682 วรรคสอง แม้จะไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันพร้อมกันก็ตาม

ศาลจึงยืนยันคำพิพากษาศาลล่างให้จำเลยทั้งสองร่วมชำระหนี้ที่เหลือ 169,361.21 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยชี้ว่า การปลดหนี้เพียงบางส่วนแก่ผู้ค้ำรายหนึ่ง มิใช่การปลดหนี้ทั้งระบบ ผู้ค้ำอีกรายไม่พ้นความรับผิด และหลักเกลื่อนกลืนหนี้จะใช้ได้เฉพาะในกรณีที่ชำระหนี้ครบหรือมีเหตุให้หนี้สิ้นสุดตามกฎหมายเท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3003/2566

หน้าที่ของผู้จำนำในการรักษาทรัพย์จำนำ: ศาลฎีกายืนยันทรัพย์ยังอยู่ในครอบครองเจ้าหนี้

“หน้าที่ของผู้จำนำ” ในการรักษาทรัพย์และข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์จำนำ แม้ทรัพย์จะเก็บไว้ในโกดังของผู้จำนำเอง แต่หากมีสัญญาระบุชัดว่าผู้จำนำไม่มีสิทธิเคลื่อนย้ายหรือใช้ทรัพย์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้รับจำนำ ทรัพย์จำนำย่อมยังถือว่าอยู่ในความครอบครองของเจ้าหนี้ และสัญญาจำนำไม่สิ้นผล การตีความนี้ตอกย้ำภาระหน้าที่ของผู้จำนำที่ต้องเคารพเงื่อนไขในสัญญา มิอาจอ้างการเข้าถึงทรัพย์เป็นเหตุให้จำนำสิ้นสุดลงได้

บทความน่าสนใจ

ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ได้นำข้าวเปลือกและข้าวสารไปจำนำเป็นหลักประกันหนี้ โดยมีการทำสัญญาจำนำและสัญญาเช่าโกดังของจำเลยที่ 1 ให้เป็นที่เก็บทรัพย์ แม้จำเลยจะสามารถเข้าออกโกดังได้ แต่สัญญาจำนำกำหนดชัดว่า จำเลยไม่มีสิทธิใช้ทรัพย์จำนำหรือเคลื่อนย้าย เว้นแต่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้จำนำมีหน้าที่ต้องรักษาทรัพย์เพื่อประโยชน์ของผู้รับจำนำเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ตนเอง แม้ทรัพย์จะอยู่ในสถานที่ของผู้จำนำ แต่หากไม่มีสิทธินำไปใช้หรือโยกย้ายโดยอิสระ ทรัพย์นั้นก็ยังถือว่าอยู่ภายใต้การครอบครองของเจ้าหนี้ และจำนำยังไม่สิ้นสุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 769 (2)

คำวินิจฉัยนี้ชี้ให้เห็นชัดว่า หน้าที่ของผู้จำนำมิใช่เพียงเก็บรักษาทรัพย์ แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นอาจตกเป็นฝ่ายผิดสัญญา และถูกบังคับคดีในที่สุด